จากคนขายสินค้าคนอื่น สู่เจ้าของแบรนด์ของตัวเอง ต้องเริ่มอย่างไร และควรหาโรงงานจีนแบบไหน
คู่มือสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและ SME ที่ขายสินค้าคนอื่นมานานและอยากทำแบรนด์ของตัวเอง ตั้งแต่เลือกสินค้า วางสเปก เปรียบเทียบ OEM–ODM คำนวณ MOQ ตรวจโรงงานจีนขายสินค้าคนอื่นมานาน อยากทำแบรนด์ตัวเอง ต้องเริ่มอย่างไร?
คนจำนวนมากเริ่มต้นธุรกิจจากการรับสินค้าของคนอื่นมาขาย เป็นตัวแทนจำหน่าย รับมาขายต่อ หรือเลือกสินค้าที่กำลังเป็นกระแสมาทำตลาด เมื่อขายไปสักระยะ เจ้าของกิจการมักเริ่มเห็นข้อมูลที่คนทั่วไปไม่มี เช่น ลูกค้าชอบอะไร บ่นเรื่องไหน สินค้าแบบใดขายซ้ำ และจุดใดที่แบรนด์เดิมยังตอบโจทย์ไม่ครบ
จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มคิดว่า
“ในเมื่อเรารู้จักลูกค้าดีขนาดนี้ ทำไมไม่ทำสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเอง?”
การสร้างแบรนด์ตัวเองอาจช่วยให้ธุรกิจควบคุมสินค้า ราคา กำไร และภาพลักษณ์ได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเพียงนำโลโก้ไปติดสินค้าจากโรงงานแล้วจะกลายเป็นแบรนด์ที่ขายได้ทันที
ก่อนหาโรงงาน ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ก่อนว่า สินค้าของตนจะแตกต่างจากของที่ขายอยู่ในตลาดอย่างไร ต้องการผลิตแบบ OEM หรือ ODM จำนวนขั้นต่ำเท่าไร และต้นทุนรวมหลังนำเข้ายังเหลือกำไรเพียงพอหรือไม่
คนที่ขายสินค้าคนอื่นอยู่แล้ว มีข้อได้เปรียบอะไรในการสร้างแบรนด์
คนที่เคยขายสินค้าในตลาดจริงมีข้อได้เปรียบกว่าผู้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะมีข้อมูลจากลูกค้าอยู่แล้ว เช่น
-
สินค้ารุ่นใดขายดีที่สุด
-
ช่วงราคาใดที่ลูกค้ายอมจ่าย
-
ลูกค้าซื้อเพราะคุณสมบัติใด
-
ปัญหาที่ทำให้เกิดการคืนสินค้า
-
สี ขนาด หรือรูปแบบใดที่ขาดตลาด
-
คู่แข่งมีจุดอ่อนตรงไหน
-
ลูกค้าเก่ามีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นโจทย์สำหรับโรงงานได้
ตัวอย่างเช่น เดิมขายกระเป๋าของหลายแบรนด์แล้วพบว่าลูกค้าต้องการช่องเก็บของมากขึ้น ผู้ประกอบการอาจไม่ได้เริ่มสร้างแบรนด์ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมด แต่เริ่มจากเลือกแบบเดิมของโรงงาน แล้วปรับวัสดุ ขนาดช่อง สี และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าของตน
นี่คือการใช้ประสบการณ์ขายมาเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
ก่อนทำแบรนด์ตัวเอง ต้องตอบ 5 คำถามนี้ให้ได้
1. จะขายให้ใคร
ต้องกำหนดกลุ่มลูกค้าให้ชัด ไม่ควรตอบเพียงว่า “ขายได้ทุกคน”
ตัวอย่างเช่น
-
ผู้หญิงวัยทำงาน
-
เจ้าของร้านอาหาร
-
โรงแรมขนาดเล็ก
-
คนเลี้ยงสัตว์
-
ร้านค้าปลีกต่างจังหวัด
-
ลูกค้าที่ต้องการสินค้าราคาประหยัด
-
ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และคุณภาพ
เมื่อรู้ว่าขายให้ใคร จึงจะเลือกราคา วัสดุ คุณภาพ และรูปแบบบรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสม
2. สินค้าแบรนด์เราต่างจากของเดิมอย่างไร
ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมใหม่เสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง เช่น
-
ขนาดเหมาะกับการใช้งานมากกว่า
-
วัสดุแข็งแรงขึ้น
-
ใช้ง่ายกว่า
-
มีสีหรือรูปแบบเฉพาะ
-
บรรจุภัณฑ์ดูน่าเชื่อถือ
-
มีชุดสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
-
มีบริการหลังการขาย
-
อธิบายวิธีใช้เป็นภาษาไทยชัดเจน
หากสินค้าเหมือนกับของในตลาดทุกอย่างและแข่งกันด้วยราคาอย่างเดียว ธุรกิจอาจเปลี่ยนจากการขายสินค้าคนอื่นมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ยังต้องแข่งขันด้านราคาเหมือนเดิม
3. คาดว่าจะขายได้กี่ชิ้นต่อเดือน
คำตอบนี้มีผลโดยตรงต่อ MOQ หรือจำนวนสั่งขั้นต่ำ
สมมติว่าโรงงานกำหนด MOQ 1,000 ชิ้น แต่ร้านขายได้เดือนละ 50 ชิ้น เท่ากับต้องใช้เวลาประมาณ 20 เดือนจึงจะขายล็อตแรกหมด โดยยังไม่รวมสินค้าที่ชำรุด สินค้าค้างรุ่น หรือเงินทุนที่จมอยู่ในสต๊อก
ก่อนสั่งจึงควรดูยอดขายเดิม ข้อมูลลูกค้า และความสามารถในการทำตลาดจริง ไม่ควรสั่งตามจำนวนที่โรงงานเสนอเพียงเพราะราคาต่อชิ้นถูกลง
4. มีงบสำหรับต้นทุนทั้งหมดเท่าไร
งบทำแบรนด์ไม่ได้มีเพียงราคาสินค้า แต่ควรรวมถึง
-
ค่าตัวอย่างสินค้า
-
ค่าออกแบบ
-
ค่าแม่พิมพ์
-
ค่าผลิต
-
ค่าบรรจุภัณฑ์
-
ค่าตรวจสินค้า
-
ค่าขนส่งในจีน
-
ค่าขนส่งมาไทย
-
ภาษีและพิธีการนำเข้า
-
ค่าถ่ายภาพและทำคอนเทนต์
-
ค่าการตลาด
-
เงินสำรองกรณีสินค้าแก้ไขหรือส่งล่าช้า
ผู้ประกอบการควรแยก “งบผลิตสินค้า” ออกจาก “งบทำให้สินค้าขายได้” เพราะแม้ผลิตสินค้าได้สำเร็จ แต่ไม่มีงบทำตลาด ก็อาจกลายเป็นสต๊อกที่ยังไม่สร้างรายได้
5. ต้องการออกสินค้าเร็ว หรือสร้างความแตกต่างสูง
คำถามนี้จะนำไปสู่การเลือกระหว่าง OEM และ ODM
OEM กับ ODM ต่างกันอย่างไร?
คำว่า OEM และ ODM มักถูกใช้ปะปนกัน แต่แนวทางทำงานต่างกัน
| ประเด็น | OEM | ODM |
|---|---|---|
| จุดเริ่มต้น | ผู้ซื้อมีแบบ สูตร หรือสเปกของตัวเอง | เลือกจากแบบหรือสินค้าที่โรงงานมี |
| การปรับแต่ง | ปรับได้มากกว่า | ปรับสี โลโก้ วัสดุ หรือรายละเอียดบางส่วน |
| เวลาเตรียมสินค้า | ใช้เวลาพัฒนามากกว่า | ออกสินค้าได้เร็วกว่า |
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | อาจมีค่าออกแบบหรือค่าแม่พิมพ์ | มักต่ำกว่า OEM เต็มรูปแบบ |
| จำนวนขั้นต่ำ | อาจสูง โดยเฉพาะงานพัฒนาใหม่ | บางกรณียืดหยุ่นกว่า |
| ความแตกต่าง | สร้างเอกลักษณ์ได้มาก | มีโอกาสคล้ายสินค้าของแบรนด์อื่น |
| เหมาะกับ | ธุรกิจที่มีข้อมูลและสเปกชัดเจน | ธุรกิจที่ต้องการทดลองตลาดเร็ว |
สำหรับคนที่เคยขายสินค้าคนอื่นและต้องการเริ่มแบรนด์ครั้งแรก การเริ่มจาก ODM แล้วปรับรายละเอียดให้ตรงกับลูกค้าอาจช่วยลดเวลาและความเสี่ยงได้
เมื่อยอดขายและความต้องการชัดเจนขึ้น จึงค่อยพัฒนาไปเป็น OEM ที่มีแบบ วัสดุ หรือสูตรเฉพาะของแบรนด์
อยากติดแบรนด์ตัวเอง ต้องมีจำนวนสั่งเยอะหรือไม่
จำนวนสั่งขั้นต่ำขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า วัสดุ กระบวนการผลิต และระดับการปรับแต่ง
การติดสติ๊กเกอร์หรือเปลี่ยนกล่องอาจใช้จำนวนไม่สูงเท่าการเปลี่ยนแม่พิมพ์ วัสดุ หรือโครงสร้างสินค้าใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่ควรถามโรงงาน ได้แก่
-
MOQ ของสินค้ามาตรฐาน
-
MOQ สำหรับใส่โลโก้
-
MOQ สำหรับเปลี่ยนสี
-
MOQ สำหรับทำบรรจุภัณฑ์เฉพาะ
-
MOQ สำหรับเปลี่ยนวัสดุหรือสเปก
-
มีค่าแม่พิมพ์หรือค่าเปิดงานหรือไม่
-
สามารถสั่งตัวอย่างก่อนผลิตจริงได้หรือไม่
-
หากสั่งหลายสี สามารถรวมจำนวนเพื่อให้ถึง MOQ ได้หรือไม่
อย่าดูเฉพาะคำว่า “รับผลิตขั้นต่ำจำนวนน้อย” ต้องขอรายละเอียดว่าจำนวนน้อยนั้นได้ปรับอะไรบ้าง และราคาต่อชิ้นสูงขึ้นเท่าไร
ทำไมคนขายของเก่ง อาจยังพลาดตอนเริ่มผลิตสินค้าเอง
การขายสินค้าและการบริหารการผลิตเป็นทักษะคนละชุดกัน
ตอนรับสินค้าคนอื่นมาขาย ผู้ขายสามารถเลือกซื้อจากของที่ผลิตเสร็จแล้ว หากสินค้าไม่ดีอาจเปลี่ยนแหล่งซื้อได้ แต่เมื่อผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบตั้งแต่การกำหนดสเปก ตัวอย่าง การผลิตจริง การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงข้อร้องเรียนจากลูกค้า
ปัญหาที่มักเกิดขึ้น ได้แก่
-
ตัวอย่างดี แต่สินค้าล็อตจริงคุณภาพไม่เหมือนกัน
-
สีหรือวัสดุคลาดเคลื่อนจากที่ตกลง
-
โรงงานเปลี่ยนวัตถุดิบโดยไม่แจ้ง
-
บรรจุภัณฑ์เสียหายระหว่างขนส่ง
-
โลโก้หรือข้อความบนสินค้าไม่ถูกต้อง
-
สินค้าไม่ผ่านข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในไทย
-
โรงงานส่งล่าช้าจนพลาดช่วงขาย
-
ไม่มีอะไหล่หรือบริการหลังการขาย
-
สั่งมากเกินกว่ายอดขายจริง
ความเสี่ยงเหล่านี้ทำให้การเลือกโรงงานไม่ควรตัดสินจากราคาต่อชิ้นอย่างเดียว
หาโรงงานจีนผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเอง ต้องดูอะไรบ้าง
ผู้ประกอบการสามารถใช้กรอบประเมินโรงงาน 5 ด้าน ได้แก่ Quality, Cost, Delivery, Safety และความต่อเนื่องของโรงงาน
Quality: คุณภาพ
ต้องดูว่าโรงงานสามารถรักษามาตรฐานสินค้าได้ทุกล็อตหรือไม่ ไม่ใช่ทำตัวอย่างดีเพียงชิ้นเดียว
คำถามที่ควรถาม เช่น
- โรงงานตรวจคุณภาพในขั้นตอนไหน
- มีเกณฑ์ยอมรับของเสียเท่าไร
- วัตถุดิบมาจากแหล่งใด
- หากสินค้าล็อตจริงไม่ตรงตัวอย่าง จะแก้ไขอย่างไร
- สามารถตรวจสินค้าก่อนส่งได้หรือไม่
Cost: ต้นทุนรวม
อย่าดูเพียงราคาหน้าโรงงาน แต่ควรคิด Total Landed Cost หรือต้นทุนเมื่อสินค้ามาถึงพร้อมขายจริง
ต้นทุนอาจรวมถึง
- ราคาสินค้า
- ค่าออกแบบและแม่พิมพ์
- ค่าบรรจุภัณฑ์
- ค่าขนส่ง
- ภาษี
- ค่าตรวจสินค้า
- ค่าเก็บสินค้า
- อัตราของเสีย
- ค่าแก้ไขหรือผลิตใหม่
- ค่าเสียโอกาสเมื่อส่งของไม่ทัน
โรงงานที่เสนอราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่อธิบายต้นทุนและควบคุมคุณภาพได้ชัด อาจมีต้นทุนจริงต่ำกว่าโรงงานที่เสนอราคาถูกแต่มีปัญหาซ้ำ
Delivery: การส่งมอบ
ต้องถามทั้งกำลังการผลิตและคิวงานจริง
- ผลิตได้กี่ชิ้นต่อเดือน
- ระยะเวลาผลิตตัวอย่าง
- ระยะเวลาผลิตล็อตจริง
- ช่วงใดเป็นฤดูกาลที่โรงงานงานแน่น
- หากวัตถุดิบล่าช้า โรงงานมีแผนสำรองหรือไม่
- มีค่าปรับหรือแนวทางแก้ไขกรณีส่งช้าหรือไม่
Safety: เอกสารและความเสี่ยง
Tour4Trip ช่วยอะไรเจ้าของแบรนด์ได้บ้าง
Tour4Trip ออกแบบโปรแกรมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยพาเข้าเยี่ยมชมโรงงานจริงในประเทศจีน คัดเลือก Supplier ที่เหมาะกับสินค้าแต่ละประเภท พร้อมทีมงานและล่ามธุรกิจช่วยประสานงานตลอดการเดินทาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบโรงงาน เข้าใจกระบวนการผลิต และเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตในระยะยาว
แพ็กเกจแนะนำ
YIWU สายอินฟลูตัวแม่ ทัวร์/แพคเกจโปรแกรมธุรกิจใหม่!! 4 วัน 3 คืน สำหรับเจ้าของอินฟลู/พ่อค้าไลฟ์สดที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง ดีลงาน 3 วันเต็ม (Secret Deals)
เริ่มต้น 34,800 บาท/ท่าน